โคตรมีสาระเลย

Loading...

Japan 1st album “Girls’ Generation”

Japan 1st album “Girls’ Generation”

วันอาทิตย์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2554

ความโหดร้ายที่นานกิง

บทความแรก หลั่งเลือดที่นานกิง

ในที่สุดญี่ปุ่นก็ยอมขอโทษจีน รวมทั้งประเทศในเอเชียกรณีสังหารผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก
เมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อที่ประชุมเอเชียแปซิฟิกที่ประเทศอินโดนีเซีย

ทำให้ความหมางใจกันถึงขั้นมีการเดินขบวนประท้วงญี่ปุ่นของคนจีนจำนวนมาก
ที่ยืดเยื้อกันมาเป็นสัปดาห์ คลี่คลายลง

กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากแบบเรียนประวัติศาสตร์ที่ผ่านการอนุมัติจาก
รัฐบาลญี่ปุ่นเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมาโดยเนื้อหาในแบบเรียนระบุว่า
โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นที่เมืองนานกิง เป็นเพียง "เหตุการณ์เล็กๆ" ที่มีคนจีน
"หลายคน" ถูกสังหาร

ทำไมคนจีนต้องโกรธแค้นขนาดนั้น

ถ้าเป็นเมื่อก่อน กรณีการสังหารหมู่ที่เมืองนานกิงอาจจะเหมือนกับเมืองอื่นๆ
ที่พ่ายแพ้สงคราม เพราะความจริงที่โหดร้ายนั้นถูกจงใจปิดบัง รวมทั้งถูก
ทำให้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์

กระทั่ง ปี ค.ศ.1994 ความจริงที่ ไอริส จาง บอกว่าพ่อแม่ของเธอเล่าให้ฟัง
โดยเรียกว่า "หนานจิง ต้าถูซา(การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์)" ก็ปรากฏขึ้น

"เมื่อฉันเข้าร่วมในการประชุมที่จัดโดย สมาพันธ์โลกเพื่ออนุรักษ์ประวัติศาสตร์
สงครามโลกครั้งที่ 2 ในเอเชีย ซึ่งจัดขึ้นที่คูเปอร์มีโน รัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อระลึกถึง
เหยื่อของเหตุการณ์สังหารโหดที่นานกิง

คณะผู้จัดงานขึงโปสเตอร์ขนาดใหญ่ที่แสดงภาพการฆ่าล้างเผ่าชาวนานกิงไว้
ในห้องโถงของที่ประชุม เป็นภาพน่ากลัวที่สุดในชีวิตฉัน"

เป็นเหตุให้ ไอริส จาง ต้องค้นคว้าหาข้อมูลทั้งจากเอกสารและจากการสัมภาษณ์
คนที่มีชีวิตรอดมาได้

ยิ่งขุดค้นลงไปมากเท่าไร ก็ยิ่งได้พบว่าหลักฐานข้อมูลต่างๆ นั้นมีให้ค้นคว้าได้
และมีอยู่ในอเมริกามาโดยตลอด ไม่ว่าจะโดยบาทหลวงที่ออกไปเผยแพร่ศาสนา
นักหนังสือพิมพ์หรือนายทหารที่ได้จดบันทึกเรื่องราว ถ่ายภาพเหตุการณ์เก็บไว้
ให้คนรุ่นหลัง

แล้วเรื่องราวต่างๆ ก็ร้อยเรียงออกมาเป็น "The Rape of Nanking :
The Forgotten Holocaust of World War II" หรือ "หลั่งเลือดที่นานกิง"
แปลโดยฉัตรนคร องคสิงห์ ค่ายสำนักพิมพ์มติชน

เรื่องราวที่บรรจุอยู่ในหนังสือเล่มนี้ ที่ทหารญี่ปุ่นกระทำต่อเชลยชาวจีน ไม่เพียงทหาร
แต่กับพลเรือนตั้งแต่เด็กเล็ก หญิงสาว ไปกระทั่งคนแก่เฒ่า นั้นโหดร้ายนัก

แม้กระทั่งนาซีในนานกิงยังกล่าวถึงสิ่งที่ตนเห็นว่า "พฤติกรรมเยี่ยงเดียรัจฉาน"

อสุมะ ชิโร ทหารญี่ปุ่น ซึ่งเป็นพยานในเหตุการณ์ทารุณโหดร้าย กล่าวว่า
ในระหว่างเวลาสองปีแห่งการฝึกอบรมทางทหารในกองพลทหารราบที่ 20
แห่งเกียวโต-ฟุ ฟูคูชิ-มา นั้น เราถูกสอนว่า

"ความจงรักภักดียิ่งใหญ่กว่าภูผา หากชีวิตของผมเองยังไม่สำคัญ ชีวิตของ
ศัตรูก็ยิ่งสำคัญน้อยเสียจนไม่มีค่าอะไรเลย"

ทหารทุกคนล้วนได้รับการฝึกให้ความรู้สึกของอย่างมนุษย์หมดไป วันแล้ว
วันเล่าจะต้องฝึกให้รู้จักการตัดหัวมนุษย์และเสียบดาบปลายปืนเข้าไปในร่าง
เป็นๆ ของเชลยเหล่านั้น

และขณะเดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงก็ได้มีการจัด "การแข่งขันฆ่า" ดูซิว่า
ใครจะสามารถฆ่าเจ๊กได้ถึง 100 คน ก่อนที่กองทัพญี่ปุ่นจะบุกถึงเมืองนานกิง

หนังสือพิมพ์ "เจแปน แอดเวอร์ไทเซอร์" ฉบับวันที่ 7 ธันวาคม รายงานว่า
เรือตรีมูคาอิ โทชิอาขิ และเรือตรีโนดะ ทาเคฉิ จากหน่วยคาตากิริเข้าร่วม
ในการแข่งขันกระชับมิตร ซึ่งอีกสัปดาห์ต่อมาก็รายงานว่า ทหารทั้งสอง
เกิดไม่แน่ใจว่าใครได้คะแนนถึง 100 ก่อน ดังนั้นจึงตกลงใจขยับเป้าเป็นฝ่ายละ 150

"คมดาบของมูคาอิบิ่นไปเล็กน้อยจากการแข่งขัน เขาเล่าว่าเป็นเพราะการผ่าตัว
คนจีนออกเป็นสองครึ่งดาบเลยกระแทกเข้ากับหมวกเหล็กและอื่นๆ และบอกว่า
การแข่งขันนี่ สนุกดี"

ส่วน โอมาตะ ยูคิโอะ ผู้สื่อข่าวประจำกองทัพ ซึ่งได้เห็นเชลยศึกชาวจีนถูกนำ
ไปยังท่าเรือเซี่ยกวาน แล้วถูกสั่งให้ยืนเรียงกันที่ริมฝั่งแม่น้ำ รายงานว่า

พวกที่ยืนอยู่แถวแรกถูกตัดหัว แถวที่สองถูกบังคับให้ผลักร่างไร้หัวลงน้ำไป
จากนั้นคนในแถวถัดมาก็ถูกตัดหัวเช่นกัน การฆ่าหมู่ดำเนินไปไม่หยุดยั้ง
จากเช้ายันค่ำ

แต่ด้วยวิธีนี้ทหารญี่ปุ่นฆ่าได้แค่วันละ 2,000 คน จนเหน็ดเหนื่อยกับวิธีการนี้
พอถึงวันถัดมาจึงหันมาใช้ปืนกล ทหารสองคนกราดปืนกลเข้าใส่เชลยที่ยืน
เรียงแถวกันอยู่ ปังๆ ปังๆ ทหารเหนี่ยวไก ขณะเชลยกระโดดหนีลงน้ำ

แต่ไม่มีใครไปได้ถึงอีกฝั่งสักคน!

มีไม่คนที่รู้ว่าทหารเอาดาบปลายปืนเสียบร่างทารกที่ยังเป็นๆ แล้วตวัดร่างนั้น
ลงในหม้อน้ำเดือด

ที่ทรมานใจคนอ่านยิ่งนักคือ เรื่องของการข่มขืน

ไม่มีใครบอกได้แน่ชัดว่าตัวเลขของสตรีในนานกิงที่ถูกข่มขืนมีมากเท่าใด
ตั้งแต่ 20,000 จนถึง 80,000 คน เพราะทหารญี่ปุ่นข่มขืนผู้หญิงไม่เลือกหน้า
ตั้งแต่ชาวนา เด็กนักเรียน ครู แม้กระทั่งแม่ชี ตั้งแต่อายุ 12 ปี ไปจนถึง 80 ปี

เด็กสาวถ้ายังอยู่ในบ้านก็เสี่ยงต่อการถูกข่มขืนต่อหน้าสมาชิกในครอบครัว...
ซึ่งมีไม่น้อยที่ลูกชายถูกบังคับให้ข่มขืนแม่ พ่อถูกบังคับให้ข่มขืนลูกสาว...
แต่หากออกจากบ้านเพื่อเดินทางไปยังเขตปลอดภัย ก็เสี่ยงต่อการถูกจับได้
กลางทาง

กระนั้นกองทัพญี่ปุ่นก็ยังสร้างเรื่องโกหกว่า มีตลาดที่พวกแม่บ้านสามารถ
นำไก่และเป็ดมาแลกกับข้าวสารและแป้งปรุงอาหารได้ แต่เมื่อพวกผู้หญิง
ไปถึงที่นั่นพร้อมด้วยข้าวของที่จะแลก พวกเธอกลับได้พบกับทหารเป็นฝูง
คอยทีอยู่

ผู้หญิงที่นานกิงถูกข่มขืนไม่เลือกเวลาและสถานที่ หนึ่งในสามเกิดขึ้นตอน
กลางวันแสกๆ

"พวกที่รอดมาได้เล่าว่า พวกทหารจับผู้หญิงถ่างขาออกแล้วก็ข่มขืนพวกเธอ
ทั้งๆ กลางแจ้ง ที่กลางถนน และต่อหน้าฝูงชนที่มุงดู"

ถึงแก่เฒ่าก็ไม่เว้น "ทหารญี่ปุ่นที่ข่มขืนหญิงวัยหกสิบคนหนึ่งออกคำสั่ง
ให้นางใช้ปากทำความสะอาดอวัยวะเพศให้ และเมื่อยายวัย 62 อีกคน
ออกปากว่านางแก่เกินกว่าจะทำเรื่องอย่างนั้นได้ พวกเขาก็ตอกท่อนไม้เข้า
ไปในตัวนาง

ยายวัยแปดสิบจำนวนมากถูกข่มขืนจนตายคาที่"

พยานชาวจีนหลายรายเล่าว่า ทหารข่มขืนเด็กผู้หญิงที่กลางถนน เสร็จแล้ว
ก็ใช้ดาบฟันร่างของพวกแกขาดเป็นสองท่าน นอกจากนั้นยังมีบางรายที่
ถูกแล่ช่องคลอดด้วยดาบของผู้ชำเราเอง

กับผู้หญิงท้องหลังจากการเรียงคิวแล้ว "บางทีทหารก็คว้านผ่าหน้าท้อง
ของหญิงที่พวกตนข่มขืน แล้วเขี่ยเอาลูกอ่อนออกมาดูเล่น!"

นอกจากนี้ก็ยังมีอีกหลายๆ คนที่ถูกมัดไว้กับเก้าอี้ กับเตียง หรือเสาบ้าน
ในสภาพเปลือยเปล่าในฐานะเป็นอุปกรณ์สนองกามถาวร

"ในระหว่างการข่มขืนมโหฬารที่เกิดขึ้นในตัวเมือง บ่อยครั้งที่ทหารญี่ปุ่น
ฆ่าเด็กและทารกทิ้ง เพียงเพราะพวกแกเข้ามายุ่มย่ามขวางทาง พยานที่เห็น
เหตุการณ์เล่าถึงภาพเด็กๆ หรือทารกที่ถูกเอาผ้ายัดปาก หรือไม่ก็ถูกเสียบตาย
คาดาบปลายปืน เพราะพวกแกเกิดร้องขึ้นมาขณะแม่กำลังถูกข่มขืน"

และเมื่อเบื่อหน่ายกับกามที่สวาปามเข้าไปจนเกินอิ่มแล้ว วิธีการหฤหรรษ์
อันสุด*ฮานาก้า*มอย่างหนึ่ง คือ "การเสียบช่องคลอด"

สองขาของซากศพพวกผู้หญิงที่พบตามท้องถนนในเมืองนานกิงถ่างแยก
มีสิ่งของต่างๆ ทิ่มแทงค้างอยู่ในอวัยวะ ไม่ว่าจะเป็นท่อนไม้ กิ่งไม้ หรือ
กอหญ้า

ทหารนายหนึ่งยัดขวดเบียร์เข้าไปในช่องคลอดที่เขาเพิ่งเสร็จออกมา
จากนั้นก็ยิงเจ้าของช่องคลอดรายนั้นทิ้ง

การข่มขืนชนิดไม่เลือกหน้าในนานกิงทำให้เกิดเสียงโวยวายอย่าง
รุนแรงจากกลุ่มประเทศตะวันตก แต่ปฏิกิริยาของรัฐบาลญี่ปุ่นกลับ
วิปลาสยิ่ง เพราะแทนที่จะห้ามปรามหรือลงโทษผู้กระทำผิด
ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของญี่ปุ่นกลับวางแผนทำซ่องใต้ดินขนาด
มหึมา ที่มีเครือข่ายใช้ผู้หญิงนับพันๆ จากทั่วเอเชีย

โดยการสั่งให้จัดตั้ง "บ้านผ่อนคลาย" ขึ้น จากนั้นหลอกล่อ ซื้อขาย
หรือไม่ก็ลักพาตัวผู้หญิงประมาณแปดหมื่นถึงสองแสนคน ซึ่งส่วนใหญ่
มาจากเกาหลี อันเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น แต่ก็มีจำนวนมากเช่นกันที่
มาจากจีน ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย

โดยหวังว่าจะลดตัวเลขผู้หญิงท้องถิ่นที่ถูกข่มขืนไม่เลือกหน้าลงให้ได้
แจกถุงยางอนามัย ด้วยหวังจะหยุดยั้งโรคติดต่อจากการร่วมเพศ และ
เพื่อให้รางวัลแก่ทหารที่เครียดจากการสู้รบที่แนวหน้ามาเป็นเวลานาน

ปี ค.ศ.1991 โยชิมิ โยชิอาขิ ศาสตราจารย์นักประวัติศาสตร์เรืองนาม
แห่งมหาวิทยาลัยโช ค้นพบเอกสารชิ้นที่จั่วหัวว่า "การรับผู้หญิงเข้า
ซ่องทหาร" จากหน่วยงานกลาโหมของญี่ปุ่น ตราที่ประทับบนเอกสาร
นอกจากแสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องกับผู้บัญชาการระดับสูงของกองทัพ
คำสั่งที่ระบุในเอกสารคือ ให้มีการจัดสถานที่ "เพื่อความผ่อนคลายทางเพศ"
เพื่อให้ทหารหยุดข่มขืนผู้หญิงในจีน

"บ้านผ่อนคลาย" แห่งแรกเปิดขึ้นที่นานกิงในปี ค.ศ.1938

กระนั้นก็ตาม วิลเฮลมินา วอทริน หรือที่ใครๆ เรียกว่า "มินนี" วัย 51 ปี
คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยศิลปะและวิทยาศาสตร์สตรีจินหลิง
ซึ่งช่วยปกป้องสตรีชาวนานกิงนับพันๆ ไว้จากการถูกทหารญี่ปุ่นข่มขืน
ยังยอมรับว่าเธอถูกหลอกให้ส่งตัวผู้หญิงให้กับทหารญี่ปุ่น

"...ทหารญี่ปุ่นตามรังควานอย่างไม่ลดละด้วยการกวาดเอาพวกผู้ชายออก
ไปฆ่า เอาผู้หญิงไปไว้ในซ่องของกองทัพ ซึ่งบางครั้งวิธีการคัดเลือกก็เป็นไป
อย่างหน้าด้านๆ แต่ส่วนใหญ่แล้วพวกนี้จะใช้วิธีเข้ามาแอบจับตัว ด้วยการ
กระโดดข้ามรั้วไม้ไผ่ หรือแหกแนวรั้วด้านข้างเข้ามา แล้วจับเอาผู้หญิงที่
เจอตรงนั้น"

โชคดีที่ จอห์น แมกี ใช้กล้องถ่ายภาพยนตร์ชนิดสมัครเล่นถ่ายภาพเหยื่อ
หลายรายที่นอนแบ็บอยู่กับเตียงในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนานกิง ร่างของคน
เหล่านั้นถ้าไม่บิดเบี้ยวยับเยินก็ดำเกรียมเพราะถูกเผาทั้งเป็นจนแทบไม่เหลือ
สภาพมนุษย์

ส่วนจอร์จ ฟิทช์ เสี่ยงด้วยชีวิตในการนำฟิล์มม้วนนั้นหลบออกมาได้ถึงเซี่ยงไฮ้
และได้รับอนุญาตให้เดินทางออกจากนานกิงในวันที่ 19 มกราคม โดยบรรจุ
ฟิล์มชนิด 16 มม. จำนวน 8 ม้วน เย็บซ่อนอย่างดีในสาบเสื้อโค้ตขนอูฐที่สวมใส่

เรื่องราวเหล่านี้จึงแดงออกมา

อย่างไรก็ตาม ด้วยการเรียนรู้ร่วมกันที่จะขออภัยและให้อภัยซึ่งกันและกัน
เชื่อว่าเวลาจะช่วยเยียวยาความรู้สึก เพราะคงปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งเหล่านี้คือ
หน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์



................................................................


ทำไม? เวลาที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเวลาออกไปสักการะบูชาทหารญี่ปุ่นที่ศาลเจ้ายาสุ*ฮานาก้า*นิ ในกรุงโตเกียวมักมีเสียงด่า สาปแช่ง และประท้วงจากนานๆ ประเทศโดยเฉพาะประเทศจีนทุกครั้ง

"ทำไมนายต้องไปกราบไหว้พวกมันด้วย มันไม่ใช้วีรบุรุษสักหน่อย มันเป็นปีศาจชัดๆ"

"แกทำไมทำอย่างนี้ เท่ากับหยามน้ำหน้าเราหรือ รู้ไหมพวกมันทำอะไรไว้กับพวกเราบ้าง รู้บ้างไหม"

"สักวัน ประเทศแกจะพังพินาศ เหมือนพวกมัน"

นี้คือตัวอย่างเสียงก้มด่าจากนานาประเทศเฉพาะประเทศจีน บางคนประท้วงถึงขั้นบอยคอตสินค้าญี่ปุ่น การต่อต้านหนังสือเรียนประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นที่บิดเบือนประวัติศาสตร์ การตัดความสันพันธ์ทางการทูตกับญี่ปุ่น และบางครั้งถึงขั้นปล่อยข่าวใส่ร้ายต่างๆ นา ๆ เลยทีเดียว"

ทำไมพวกเขาถึงเกลียดทหารญี่ปุ่นจนเข้าไส้ เกลียดยิ่งกว่าตัวกินไข่

คำตอบของเรื่องนี้ก็คือ พวกเขายังไม่ลืมเหตุการณ์คดีที่นานกิง ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2


มันทำให้ชาวจีนเจ็บแค้นญี่ปุ่นสุดๆ ยิ่งกว่าพม่ากับไทยเสียอีก........



นานกิงแดนวิปโยค

ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ปี ค.ศ.1937 นั้น เป็นปีที่กองทัพญี่ปุ่นได้ดาหน้าเข้ามาบุกรุกประเทศต่างๆ ในเอเชียเพื่อยึดพื้นที่ให้ได้มากที่สุดเพื่อนำเอาทรัพยากรทุกๆด้านจากประเทศที่ยึดได้เอาไปเป็น"ทุน"หรือ"วัตถุดิบ"ในการเติมแสนยานุภาพทางด้านการรบ การสร้างอาวุธ หรือแหล่งพลังงานสำรองด้านอื่นๆ

พวกเขาเริ่มบุกเข้ายึดประเทศแมนจูเรีย โดยอ้างว่าทหารจีนได้ไปวางระเบิดทางรถไฟของญี่ปุ่นเข้า ทำกับว่าจีนหยามน้ำหน้าญี่ปุ่น ทางประเทศพันธมิตรยุโรปทราบเรื่องนี้แต่ทำอะไรไม่มากนักเพราะเหนื่อยล้าจากสงครามโลกที่ผ่านมา ทำได้แค่เชิญตัวแทนญี่ปุ่นเข้าพบและสั่งถอนกำลังออก แต่ญี่ปุ่นไม่รับฟังประเทศแมนจูเรียจึงถูกปกครองลับๆ โดยตัวแทนญี่ปุ่น และเปลี่ยนชื่อประเทศเป็นรัฐแมนจูกัว

นอกจากนั้นประเทศญี่ปุ่นยังยึด เกาหลี และประเทศตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งประเทศไทย ตลอดจนหมู่เกาะแปซิฟิก ฯลฯ

และเป้าหมายต่อไปของญี่ปุ่นก็คือจีน

จีนถือว่าเป็นเป้าหมายหลักที่ญี่ปุ่นต้องการมากที่สุดในเอเชียเพราะเป็นประเทศที่มีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์มากที่สุด ดังนั้นบรรดาเมืองใหญ่ๆ ทั้งหลายในจีนจึงเป็นเป้าหมายที่ญี่ปุ่นจ้องตาเป็นมัน เพื่อจะเขมือบเต็มเหนี่ยว

เมืองใหญ่น้อยทั่วจีนที่เป็นเป้าหมายของญี่ปุ่นถูกปราบลงราบคาบไม่มีการต่อต้านจากจีนใดๆ ทั้งสิ้น แต่นานกิงใน ค.ศ. 1937 นั้นนานกิงยังไม่ถูกญี่ปุ่นยึด พูดง่ายๆ คือเมืองยังไม่แตก แต่ก็สะบัดสะบอมเต็มที่เพราะกองทัพญี่ปุ่นต่างโหมบุกหนักหน่วงเป็นระลอกคลื่น ไม่ช้านานกิงอาจเหมือนเมืองอื่นๆ ที่ต่างโดนญี่ปุ่นยึดไว้หมดแล้ว

เดือนกันยายน ค.ศ. 1939 กองทัพญี่ปุ่นส่งเครื่องบินรบสุ่มทิ้งระเบิดถล่มทั่วนานกิงแบบปูพรม ถึง 100 เที่ยว

โดยเฉพาะวันที่ 25 กันยายน 1939 วันเดียวกันนั้นปรากฏว่ามีฝูงบินญี่ปุ่นแบบทิ้งระเบิดปูพรมถึง 5 เที่ยวใหญ่ๆปล่อยตรงจุดที่มีจำนวนมากๆ เช่น หน่วยรักษาคนเจ็บ ค่ายผู้อพยพ ส่งผลให้มีคนตายในที่เกิดเหตุทันที่กว่าหนึ่งร้อยศพ มีคนบาดเจ็บนับไม่ถ้วน

สถานีวิทยุ การประปา แหล่งเพาะปลูก กระทั้งโรงพยาบาล ถูกกองทัพญี่ปุ่นทิ้งระเบิดใส่จนพังพินาศหมด

เท่านี้ นานกิงก็ตัดขาดโลกภายนอกโดยสมบูรณ์แบบ

ระส่ำหนัก

ล่วงเข้ามาถึง วันที่ 20 พฤศจิกายน รัฐบาลก๊กมินตั๋ง ได้ประกาศย้ายเมืองหลวงไปยัง ชองกิง ในขณะเดียวกันนานกินนั้นก็ระส่ำระสายแทบควบคุมสถานการณ์ไม่อยู่ บรรดาราชการ คนชั้นสูง คนรวย ต่างเผ่นหนีออกจากเมือง โดยปล่อยพวกชาวบ้านนานกิงจนๆ ผู้อพยพ และบรรดาพ่อค้าที่ห่วงของซื้อของรอเคยชะตากรรมกันเอาเอง

"ตัวใครตัวมัน"

เมืองนานกิงก่อนที่ทหารญี่ปุ่น มีประชากรราวหนึ่งล้านคน พวกเขายังไม่หนีหายไปไหน แต่กลับหาที่ซ่อนตัวไม่ไกลนัก เพราะทุกคนต่างหวังว่าทหารก๊กมินตั๋งจะมาช่วยต้านทหารญี่ปุ่นไว้ได้

แต่พวกเขาคิดผิดถนัด!

เพราะคณะกรรมาธิการนานาชาติได้ตั้งให้นานกิงเป็นเขตปลอดภัย หรือเซฟตี้ โซน โดยไม่จำเป็นต้องให้ส่งทหารมาดูแล

โดยรับความเห็นชอบจากรัฐบาลก๊กมินตั๋ง

ความหวังสุดท้ายของชาวนานกิง! ริบหลี่เต็มที่
เมืองถูกเผาตัวใครตัวมัน

ก่อนนานกิงแตก

ราวบ่าย 2 โมงของวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 1937 แม้ทหารของจีนจะต่อต้านญี่ปุ่นจนสุดฤทธิ์ แต่น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ ในเวลาไม่นานนัก ทหารญี่ปุ่นได้ยึดเมืองนานกิงได้สำเร็จ และต่างบุกทะลึกเข้ามาในเมืองหลวงอย่างไม่ขาดสาย ทหารจีนพยายามสกัดแต่ไม่เป็นผล จนกระทั้งราวๆ ห้าโมงเย็น นายพล ตัง เชง ไซ นายทหารชั้นสูงที่เป็นคนบังคับบัญชากองพลทหารก๊กมินตั๋งในการต้านทหารญี่ปุ่นก็ได้หนีข้ามแม่น้ำไปอีกคน

ความสับสนทวีมากขึ้นเมื่อญี่ปุ่นยึดนานกิง ประชาชนนานกิงจำนวนมากยังคงหลบที่ร้านค้าและบริษัทเพื่อทำหน้าที่ปกป้องทรัพย์สินตัวเอง หรือตามคำสั่งของเจ้านาย ทำให้ถนนหนทางแทบจะเป็นถนนร้างเพราะผู้คนพากันหลบหนีไม่ออกมาเดินให้เห็นบนถนน

เวลาเดียวกัน ก็มีผู้อพยพมาจากส่วนนอกตัวเมืองที่ยังละล้าละลัง จำนวนคนพวกนี้ มีทั้งบรรดาทหารจีนที่ได้รับบาดเจ็บมากบ้างน้อยบ้าง รวมทั้งคนแก่ และ เด็กๆ ที่ทะลักเช้ามาสู่ตัวเมืองเป็นจำนวนมาก

อีกอย่างหนึ่ง ที่พวกเขาต่างเข้ามาในตัวเมืองกันก็เนื่องจากได้รับข่าวว่าตอนนี้นานกิง เป็นเขตปลอดภัย ตามประกาศของรัฐบาล

แต่ภายหลังผู้อพยพเหล่านี้ไม่สามารถหนีออกจากเมืองได้เพราะทหารก๊กมินตั๋งปิดประตูด่านต่างๆ เพื่อสกัดการบุกทหารญี่ปุ่นที่จะผ่านมาทางนี้

"พวกเขาจึงตกเป็นเหยื่อการสังหารโหดของทหารญี่ปุ่นในเวลาต่อมา!"

ชาวเมืองจำนานมากตายเพราะแรงระเบิด

ชาวนานกิงที่น่าสงสาร

สถานการณ์ที่คับขันของนานกิงในช่วงเวลาหัวค่ำของวันที่ 12 ธันวาคม 1937 นั้นเริ่มจะหฤโหดของเรื่อย แทนที่จะเป็นการสู้รบระหว่างทหารญี่ปุ่นกับทหารรัฐบาลก๊กมินตั๋งของจีน กลับกลายเป็นการสังหารชาวบ้านนานกิงที่อพยพตามถนนหนทางของญี่ปุ่นแทน

ดังนั้น บรรดาทหารที่ได้รับบาดเจ็บ คนแก่ เด็กๆ ทั้งหลายตกอยู่สภาพสิ้นหวัง ช่วยตัวเองไม่ได้ ทางเดียวที่จะพอทำได้ในตอนนี้คือหลบภัยจากญี่ปุ่นภายในบริเวณรอบๆ เท่านั้น

การสังหารหมู่

วันที่ 12-13 ธันวาคม 1937 กองทัพญี่ปุ่นสามารถยึดนานกิงได้สมบูรณ์แบบ กองทัพได้ยึดสถานที่สำคัญหลายๆ แห่ง ไม่ว่าสถานที่ราชการ โกดัง ธนาคารพาณิชย์ ฯลฯ

เมื่อสำเร็จตามเป้าหมาย กองทัพญี่ปุ่นใจคึก และจู่ๆ ก็มีคำสั่งจากเบื้องบนที่น่ากลัวลงมาว่า

"สังหารทุกสิ่ง ทุกอย่างที่ขวางหน้า เพื่อองค์จักรพรรดิ"

ทำไมจึงต้องสังหารหมู่ชาวนานกิงด้วยหรือครับ? สาเหตุหลักๆ เป็นเพราะ "เชือดไก่ให้ลิงดู" พวกญี่ปุ่นต้องการให้หลายๆ เมืองที่ทราบข่าว จะได้หวาดกลัว หวาดหวั่น เมืองไหนที่คิดต่อต้านจะได้เก็บไปคิดว่าสมควรตอบโต้ดีหรือไม่

คราวนี้แหละครับการสังหารหมู่ในประวัติศาสตร์ก็เริ่มต้นขึ้น กลุ่มผู้อพยพจำนวนมากที่ไม่สามารถหลบหนีมายังท่าเรือคือกลุ่มเป้าหมายหลักของการสังหารของทหารญี่ปุ่น พวกมันรัวปืนกลใส่ไม่ยั้ง บ้างก็ยิงด้วยไรเฟิลโดยไม่เลือกหน้า บางคนก็ยิงปืนพกเข้าใส่ผู้อพยพอย่างบ้าคลั่ง

ทุกครั้งที่สิ้นเสียงปืนนานาชนิดจากทหารญี่ปุ่น กลุ่มผู้อพยพร่วงสู่พื้นราวกับใบไม้ร่วงไม่ว่าจะเป็นคนชรา สตรี และเด็กๆ ตลอดจนทหารที่บาดเจ็บต่างล้มดิ้นขาดใจตายทันที แต่บางรายที่ยังไม่ตายทันทีแต่ก็ส่งเสียงร้องครวญครางลั่นท้องถนน หรือไม่ก็ลากสังขารที่โชกเลือดไปตามตรอกซอกซอยเล็กๆ ก่อนที่พวกทหารญี่ปุ่นจะตามมาเพื่อยิงซ้ำหรือไม่ก็ใช้ดาบปลายปืนแทงกระหน่ำราวกับเหยื่อนั้นไม่ใช้คน

การสังหารหมู่ได้เริ่มต้นแล้ว................

การสังหารหมู่ในวันที่ 13 ธันวาคม 1937 นั้นเป็นการเรียกน้ำย่อยเท่านั้น เพราะของจริงจะเริ่มในวันถัดมาต่างหากล่ะ

ญี่ปุ่นเริ่มนำเอารถถังมากรีธากันทั่วนานกิงและเริ่มเกม "ล่า"

บรรดาผู้อพยพที่ซ่อนตัวอยู่ตามซอกซอยหรือตามอาคารบ้านเรือนต่างๆ ถูกส่องกระสุนสังหาร หรือไม่ก็ขว้างระเบิดมือเข้าไปในบ้านอย่างต่อเนื่อง

ไม่นานนานกิงจากเมืองแห่งสวรรค์บนดินกลายเป็นเมืองแห่งความตาย ซากศพ เลือดมนุษย์นองท่วมเต็มพื้น ถนนทุกสาย รวมทั้งอาคารบ้านเรือนต่างๆ เต็มไปด้วยเลือดของชาวนานกิง ที่กระเซ็น

ราวกับขุมนรกชัดๆ

แต่การสังหารยังไม่เสร็จสิ้น หลังจากฆ่าเหยื่อภายในเมืองยังไม่สนุกมือ กองทัพญี่ปุ่นเริ่มเปิดด่านและประตูเมือง จากนั้นจึงพากันออกไปสังหารชาวนานกิงกันนอกเมือง โดยกระสุนปืนกลและระเบิดมือใส่กลุ่มคนแบบไม่ขาดตอน

"มีชาวนานกิงบางคนพยายามกระโดลงน้ำที่เชี่ยวกราดเพราะยังดีกว่าโดนกระสุนและระเบิดของฝ่ายญี่ปุ่น บางคนถูกสายน้ำกลืนหายไปต่อหน้าต่อตา ในขณะที่บางคนก็ถูกสายน้ำพัดพาไปไกล ส่วนผู้อพยพส่วนมากต่างก็ถูกกองทัพญี่ปุ่นสุดโหดผลักดันให้ดาหน้าเข้าสู่ฝั่งแม่น้ำและถูกกำหนดซะตาชีวิตให้โดน้ำ และจมน้ำตายในทันที มีศพที่ตายโดยจมน้ำนับหมื่นๆ คน" ชาวบ้านนานกิงที่รอดชีวิตรำลึกความหลัง

แม่น้ำสีเลือด

วันที่ 16 ธันวาคม กองทัพญี่ปุ่นบุกไปยังอาคารโอเวอร์ซีส์ ซึ่งเป็นอาคารแบบเกสต์เฮ้าส์สำหรับชาวจีน มีการค้นหาชาวนานกิงที่รอดชีวิตที่นั้น และก็ไม่ผิดหวังเพราะเขาเจอเหยื่อถึง 5,000 คน

รู้ไหมครับว่าทัพญี่ปุ่นทำอะไรกับชาวบ้านตาดำๆ กว่า 5,000 คนนั้น?

ทหารญี่ปุ่นน่ะจับผู้คนนานกิงที่พบในอาคารนั้นแหละมามัดมือมัดเท้าและแบ่งกลุ่ม ขึ้นรถบรรทุกไปที่ไซกวน ก่อนที่จะกวาดยิงกระสุนสังหารจนตายหมดทุกคน จากนั้นก็นำศพทั้งหมดโยนแม่น้ำราวกับขยะ

แม่น้ำเป็นที่ทิ้งศพที่กองทัพญี่ปุ่นโปรดปราณอย่างยิ่ง และเป็นจุดที่สังหารเหยื่อมากที่สุดแห่งหนึ่ง

แต่เพื่อให้แน่ใจว่าตายสนิทแล้ว บรรดาทหารญี่ปุ่นก็พากันใช้ดาบปลายปืนทิ่มแทงไปที่เหยื่อกระสุนปืนกลที่ละรายๆ จนทั่ว หรือไม่ก็สาดน้ำมันก๊าดท่วมศพที่กองอย่างมหาศาล และจุดไฟเผาตรงๆ จุดนั้นเลย

แต่ด้วยจำนวนเหยื่อนั้นมีจำนวนมากเกินไปทำให้ทหารญี่ปุ่นไม่ทันเผา หมื่นศพจึงปล่อยทิ้งเอาไว้ข้ามเดือนข้ามปี คงไม่ต้องบอกน่ะว่าสภาพศพมันจะเน่าแฟะขนาดไหน กลิ่นน่ะสาปสางไปไกลจากโหดหลายสิบไมล์ที่เดียว

รายการสังหารโหด

กองทัพญี่ปุ่นนั้นช่างคิดสร้างสรรค์ยิ่งนัก ในการสังหารเหยื่อที่นานกิง

การสังหารโหดชาวเมืองนานกิงนั้นไม่มีหน่วยงานระดับชาติของจีน หรือหน่วยงานโลกใดๆ รับรู้หรือช่วยเหลือได้เพราะอย่างที่บอกว่ารัฐบาลก๊กมินตั๋งกำหนดว่าเป็นจุดปลอดภัยจากสงคราม และพวกพันธมิตรกำลังยุ่งกับสงครามโลกครั้งที่ 2 อยู่

ด้วยเหตุนี้แหละครับ กองทัพญี่ปุ่นจึงฆ่าคนอย่างสบายใจไร้กังวล

จากการบันทึกของผู้เห็นเหตุการณ์ และผู้รอดชีวิตมาได้ พวกเขาได้เห็นวิธีที่ทหารญี่ปุ่นสังหารชาวเมืองตาดำๆ นอกจากการมัดมือและยิงกระสุนอีก ยังมีหลายๆ วิธีที่ทหารญี่ปุนสังหารเหยื่อเพื่อไม่ให้เกิดการซ้ำซากจำเจ แต่และวิธีนั้นสุดสยองระดับมาสเตอร์พีซ ซาตานพืซทีเดียวครับ แบ่งย่อยดังนี้

เผาทั้งเป็นในแม่น้ำ

ที่เมืองซินอีเป็นอีกแห่งหนึ่งที่มีผู้คนถูกฆ่าสังหารทารุณเกินกว่าจินตนาการ

ผู้อพยพที่ถูกจับตัวมาได้มีปริมาณมากมายหลายพันคนต่างถูกทหารญี่ปุ่นจับไว้ได้ มีทั้งเด็ก คนแก่ นัวเนียไปหมด

ทหารญี่ปุ่นต่างผลักดันให้ผู้อพยพพุ่งตัวลงแม่น้ำเบื้องล่าง จากนั้นกองทัพก็โยนกองฟางที่ชุบน้ำมันก๊าดที่โชกใส่กลุ่มผู้อพยพมากมายก่อนที่จะจุดไฟเผาให้ตายแบบแสนทรมานในแม่น้ำสีเลือดน้ำ

และทหารญี่ปุ่นก็มองดูผลงานอย่างสบายใจ

ฝังคนทั้งเป็น

อันนี้เป็นวิธีสังหารที่ใช้บ่อยๆ ในทหารญี่ปุ่นเพราะมันง่าย

เหยื่อชุดแรกที่ถูกสังเวยในการสังหารด้วยการฝังทั้งเป็นนั้นคือกลุ่มผู้อพยพที่หลบหนีไปยังเขาซีเจียง ถูกจับได้ราว 2,000 คน

แน่นอนมีทั้งคนแก่ เด็ก ผู้หญิง และคนพิการด้วย ล้วนถูกผลัก และถีบกระเด็นบางรายก็ถูกดาบปลายปืนกระทุ้งให้ตกลงไปในหลุมใหญ่ จากนั้นทหารญี่ปุ่นก็ใช้รถเครนจัดการเกรดหินและดินทับหลุมทันที

ถือเป็นการฝังทั้งเป็นที่โหด*ฮานาก้า*มมาก โดยไม่สนเสียงร้อง เสียงตะโกณก้มด่า สาปแช่งที่ดังระงมออกมาจากหลุมขณะทำการฝังกลบอย่างใดทั้งสิ้น

เกมจับปลาในทุ่งน้ำแข็ง

พอดีช่วงเวลาที่นานกิงโดนยึดโดยกองทัพญี่ปุ่นน่ะเป็นฤดูหนาวของจีนพอดี ทำให้หลายพื้นที่มีแต่ความหนาวเหน็บและมีเกล็ดน้ำแข็งจับตัวกันโดยทั่ว

กองทัพญี่ปุ่นจึงคิดเกมสนุกสนุกๆ อย่างหนึ่งคือ "จับปลาที่ทุ่งน้ำแข็ง" โดยให้ผู้อพยพถอดเสื้อผ้าออกให้หมดเหลือแต่เรือนร่างที่เปลือยเปล่า แล้วให้กระโจมลงสู่บ่อน้ำที่มีแต่น้ำแข็งจับเป็นฝาตามคำสั่ง

บางคนถึงกลับปฏิเสธและต่อต้านคำสั่งนี้ ผลหรือครับทุกคนถูกสาดกระสุนใส่อย่างไม่ยั้งสิ ทำให้เหยื่อหลายๆ จำนวนมากตายก่อนที่จะเล่นเกมนี้เสียอีก

แต่กระนั้น คนที่กระโดลงสระหรือบ่อน้ำเย็นจัดนั้น ก็ตายอยู่ดีแหละ

เผาครึ่งตัว

อันนี้ต้องเลือกเหยื่อหน่อยครับ เอาชาวนานกิงหนุ่มๆ ที่ท่าทางกระด้างกระเดื่อง หรือมีลักษณะเงียบเฉยหน่อย

คราวนี้แหละ ชายหนุ่มเคราะห์ร้ายผู้เงียบขรึมก็ถูกจับมัดสายไฟขึ้นสูง และทหารญี่ปุ่นก็นำฟืนมาสุมไว้ข้างล่างและก่อไฟย่างหนุ่มคนนั้นราวกับเสียบปลาปิ้ง

ความร้อนทวีมากขึ้นและทำให้ร่างกายท่อนล่างของเหยื่อดิ้นทุรนทุลายอย่างน่าเวทนาจนท่อนล่างสีดำเกรียมคล้ายปลาย่างอะไรอย่างนั้น

หลังจากนั้นพวกทหารญี่ปุ่นก็ออกไปจุดนั้น โดยทำอะไรเลย

ปล่อยให้เขาตายช้าๆ ว่างั้นเถอะ

ปาระเบิดใส่เหยื่อในน้ำ

เกมสนุกแต่ผู้อพยพกลัวมากที่สุด เริ่มจากทหารญี่ปุ่นจะจับผู้อพยพมัดมือมัดเท้าอย่างหนาแน่นจำนวนหนึ่ง จากนั้นก็ช่วยกันจับผู้เคราะห์ร้ายเหล่านี้โยนในบ่อน้ำที่มีความลึกไม่มากนัก

การที่เลือกบ่อน้ำไม่ลึกนักก็เนื่องจากทำให้สามารถมองเห็นเหยื่อได้ง่ายๆ และระดับน้ำตื้นๆ นี้ทำให้อาวุธที่ทหารญี่ปุ่นทิ้งไปจะได้ออกฤทธิ์ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย

และจากนั้นสิ่งที่ญี่ปุ่นโยนลงบ่อน้ำหรือสระน้ำตื้นๆ คือระเบิดมือครั้งละหลายๆ ลูกนี้เอง


ยิ่งน้ำตื้นเท่าไหร่ แรงระเบิดและสเก็ตระเบิดก็จะพุงเข้าสู่เป้าหมายซึ่งก็คือเหยื่อก็ดิ้นกระแด่วๆ อยู่ใต้น้ำได้มากมาย รุนแรงและหวังผลได้แน่นอนเท่านั้น

ทุกครั้งที่ระเบิดถูกขว้างลงไปพร้อมๆกันหลายๆจุดนั้นมีส่วนให้เหยื่อทั้งหลายในบ่อถูกแรงระเบิดอัดจนร่างแหลกเหลวชนิดที่เลือด เนื้อ และอวัยวะภายในถูกบีบอัดจนฉีดกระจายลอยขึ้นไปในอากาศสูงนับสิบๆ เมตร อย่างน่าสยดสยอง เป็นเกมสุดหฤหรรษ์อีกเกมหนึ่งของกองทัพที่มักเรียกร้องกันทำบ่อยที่สุด

เผาป่าฆ่าคนทั้งเป็น 30,000 คน

ทางตอนเหนือของเขตเซนเจียง จีนจับทหารจีนและผู้อพยพกว่า 30,000 คน เห็นจะได้ จากนั้นก็มัดคนเหล่านี้และผลักดันให้เข้าไปในเขตป่าสงวน ตอนแรกก็ปล่อยให้คนเหล่านี้อดข้าวอดน้ำและผจญกับความหนาวเย็นจับขั้วหัวใจในเดือนธันวาคมอย่างหฤโหดระยะหนึ่ง

เมื่อทรมานได้ขั้นตามที่ต้องการแล้ว ก็จุดไฟเผาจากทุกทิศทุกทางจนให้คนที่อยู่ในป่านั้นตายโดยพร้อมเพรียงกัน

ราดน้ำกรดใส่เหยื่อ

เหยื่อคนหนึ่งถูกกลุ่มทหารญี่ปุ่นที่บุกเข้าไปในร้านค้าแห่งหนึ่ง และจับชายคนนี้ได้ พวกกองทัพหัวเราะชอบใจเมื่อคิดค้นวิธีการที่จะเล่นสนุกกับเหยื่อคนนี้ได้

นั้นคือการเอาน้ำกรดไนตริก ราดร่างเหยื่อ

เริ่มจากการจับหนุ่มรายนั้นแก้ผ้าเปลือยล่อนจ้อน จากนั้นก็เอากรดไนตริกเข้มข้นราดรดไปที่ร่างหนุ่มรายนั้นโดยราดจากส่วนหัวมาสู่เบื้องล่าง

น้ำกรดรุนแรงกัดทั่วใบหน้าและเนื้อตัวของเหยื่อชาวจีนมีกลิ่นเหม็นคลุ้งไปทั่วบริเวณ จากนั้นทหารญี่ปุ่นก็ปล่อยให้ชายหนุ่มนี้เดินสะเปะสะปะไปตามทาง เมื่อชายหนุ่มนี้แช่งด่า ก็หัวเราะชอบใจ โดยไม่ทำอะไรกับชายคนนี้ทั้งสิ้น แต่ต่างเดินตบมือ เป่าปาก ส่งเสียงเชียร์หนู่มเปลือยที่ร่างถูกน้ำกรดเซาะเว้าแหว่งไปสักพักจนกระทั้งหนุ่มนานกิงรายนี้ล้มลงและขาดใจตายไปด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสในที่สุด

ตัด ควัก อวัยวะ ก่อนนำไปเผา


นั้นคือการจับเหยื่อนับหลายร้อยรายมารวมกัน จากนั้นก็ควักตาออกมา พร้อมทั้งตัดหู ตัดจมูกเหยื่อให้ร้องร่ำคร่ำครวญดิ้นทุรนทุราย

เมื่อสะใจมากพอแล้วก็เผาให้ตายทั้งเป็นจนกลิ่นเนื้อไหม้เหม็นไปทั่วบริเวณ



เกมหนีจากหลังคาตึกที่ไฟไหม้

ผู้อพยพคือเหยื่อนับร้อยๆ รายถูกบังคับให้เดินขึ้นบนหลังคาของอาคาร

พวกเขาต่างคร่ำครวญ ร้องไห้ ร้องขอชีวิต เพราะรู้ว่าซะตากรรมของตัวเองจะต้องตกอยู่ในรูปแบบใด แต่มีหรือว่ากองทัพของญี่ปุ่นจะเมตตา

เมื่อเหยื่อทุกคนถูกต้อนขึ้นไปบนหลังคาครบถ้วนแล้ว ทหารญี่ปุ่นก็ยืนจังก้าอยู่เบื้องล่างต่างพากันจุดไฟเผาอาคารแห่งนั้นจนลุกโพลง

คราวนี้เหยื่อจำนวนไม่น้อยต่างรู้ว่าพวกเขาคงต้องถูกย่างสดอยู่บนหลังคาตึกเป็นแน่ ต่างพากันกระโดตึกฆ่าตัวตายกันหลายราย

เสียงคนโดดลงมาคอหัก หลังหัก หรือพิกลพิการนั้นก่อให้เกิดความกดดันต่อพวกที่อยู่บนหลังคาอย่างมหาศาล ประกอบด้วยเสียงปืนของทหารญี่ปุ่นยิงขู่ และระดมยิงใส่ร่างเหยื่อเคราะห์ร้ายที่โดมาจากหลังคาตึกแล้วยังไม่ตายทันทีนั้นเสียดแทงบาดลึกจนถึงหัวใจ

แต่ท้ายสุด พวกที่รอความตายที่อยู่บนหลังคาที่โดนไฟเผานั้นคือพวกที่ส่งเสียงร้องด้วยความทุกข์ทรมานมากที่สุดและใช้เวลานานพอสมควรที่จะตายด้วยการถูกย่างทั้งเป็น

ภาพคนที่วิ่งพล่าน ดิ้นทุรนทุรายลุกท่วมจนตกหลังคาลงมาตายในที่สุดนั้นเป็นภาพชวนสลดหดหู่อย่างยิ่ง



เกมขมขื่นโหดหญิงท้องแก่


ผู้หญิงนานกิงที่กำลังตั้งครรภ์นั้นแทนที่จะได้รับการยกเว้นกลับเป็นเหยื่อที่ทหารญี่ปุ่นชอบทารุณกรรมมากที่สุด

เริ่มต้นด้วยการถูกทหารญี่ปุ่นทั้งกลุ่มมาลงแขกก่อน(ขมขื่นนั้นแหละ) เมื่อสำเร็จความใคร่แล้ว จากนั้นก็สังหารให้ตายคามือ และเมื่อเหยื่อตายแล้วก็ผ่าท้องเธอออกแล้วควักเอาทารกอ่อนที่อยู่ในครรภ์นั้นออกมา

แล้วตัวอ่อน(ทารก) นั้นก็กลายเป็นของเล่นชนิดพิเศษที่ทหารญี่ปุ่นเอามาเล่นเป็นฟุตบอลกันในท้องถนนอย่างเพลิดเพลินสำราญใจ หากมีเจ้านายคนไหนผ่านมา พวกทหารเหล่านั้นก็หยอกล้อโดยใช้ดาบปลายปืนที่เสียบอยู่กับตัวอ่อนนั้นทำการโบกปลายมาคล้ายกับเป็นการทำความเคารพแบบล้อเลียน

สิ่งที่ได้รับตอบกลับมาจากเจ้านายก็คือ.........รอยยิ้ม "โอ้พระเจ้าจอร์จมันยอดมาก วันหลังทำแบบนี้กับสาวๆ ท้องแก่อีกน่ะจะรอดู ฮ่าๆ"



การขมขื่นครั้งใหญ่ที่นานกิง


พูดถึงการขมขื่นรู้ไหมครับ ว่านี้คือผลงานวีรเวรอันสุดยอดของทหารนานกิงที่นานาชาติมักโจมตีญี่ปุ่นมากที่สุด

สตรีชาวนานกิงนั้นได้ชื่อว่าเป็นผู้รับเคราะห์มากกว่าใครๆ

แทบทั้งหมดต่างถูกขมขื่นอย่างสุดแสนทารุณก่อนที่จะสังหารอย่างเลือดเย็น หรือบางรายขอความเมตตาบ้าง หรืออาจมีการพิจารณาขอไว้ชีวิต แต่สิ่งที่ที่ตามมาของผู้รอดชีวิตคือประสบการณ์วิปลาสที่ยังหลอกหลอนจนถึงปัจจุบัน

ส่วนใหญ่นั้น สตรีนานกิงทุกเพศทุกวัยจะถูกขมขื่นราวกับสัตว์ป่า จากนั้นส่วนใหญ่จะถูกสังหารหรือไม่ก็ถูกทรมานโดยใช้ดาบปลายปืนตัดเฉือนเต้านมทั้งสองข้างทิ้งไปพร้อมๆ กัน บาดแผลนั้นเห็นซี่โครงอบ่างน่าสยดสยอง

บ่อยครั้งน่ะที่ทหารญี่ปุ่นจะทิ่มแทงหรือเสียบดาบปลายปืนพรวดเข้าไปหว่างขา(อวัยวะเพศ) หรือถูกคว้างอวัยวะขณะที่มีชีวิตอยู่ก็มี

บางรายเมื่อตายแล้ว พวกมันก็ย่ำยีศพอีกด้วยการทิ้ง แท่งไม้ ท่อนเหล็ก กระทั้งหัวแครอท คาไว้อวัยวะเหยื่ออย่างนั้น

ระหว่างที่เสร็จสิ้นการสังหารแล้ว กองทหารก็พากันหัวเราะชอบใจ ปรบมือดังอย่างสนุกสนานและชมมหกรรมครั้งสำคัญที่เขามีส่วนร่วมราวกับสัตว์นรกมาเกิด

ชาวนานกิงผู้หนึ่งได้คว่ำครวญถึงเหตุการณ์ที่ประสบพบเจอว่า

"วันที่ 16 ธันวาคมนั้น ผมถูกกองทหารญี่ปุ่นคุมตัวไป มันไม่ได้สังหารผม แต่บังคับให้ผมทำหน้าที่เป็นพ่อครัวให้พวกมัน ขณะที่ผมเดินตามพวกมันไปตามถนนนั้น ผมเห็นชาวนานกิงที่เป็นชายเช่นเดียวกับผมนอนตายอย่างน่าเวทนานับเป็นร้อยๆศพ"

"แต่สิ่งที่น่าหดหู่ยิ่งกว่านั้นก็คือ บรรดาศพสตรีทั้งหลายที่พอประเมินได้ จากจำนวน 8 ใน 10 คนนั้นล้วนแต่ถูกของมีคมตัดขาดกระจุย เห็นไส้และอวัยวะภายในพุ่งทะลึกออกมาแทบทั้งสิ้น พวกเธอเหล่านั้นล้วนแต่เป็นหญิงท้องแก่ที่ถูกผ่าเอาทารกอ่อนภายในออกไปแล้ว ไม่เพียงเท่านั้น ทั้งหย่อมเลือด และเต้านมของพวกเธอเหล่านั้นถูกตัดหาย*ฮานาก้า*มไปหมด..........."

ชายจีนอีกคนหนึ่งที่ทำหน้าที่ฝังศพชาวเมืองนานกิงให้สัมภาษณ์ว่า

"ผมเห็นศพมากมายในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง จำวนศพนั้นมีมหาศาลนับหมื่นๆ ศพ กระจัดกระจายไปตามบึงน้ำ หรือบ่อน้อยบ่อใหญ่ กระทั้งบนกองฟางมีมากมาย ยอมรับว่าภาพที่อยู่เบื้องหน้าทำให้ผมตะลึกจนเกือบซ็อก มันเป็นเรื่องยากที่จะบรรยายออกเป็นคำพูดได้ แต่ภาพผู้หญิงที่เห็นแต่ละคนนั้นทำให้ผมเห็นความโหดร้ายของกองทัพญี่ปุ่นก่อนที่จะสังหารเธอ ใบหน้าของพวกเธอหมองหม่น ฟันร่วงหลุดจากปาก ช่วงแก้มก็บ่บอกถึงรอยซ้ำจากการถูกของแข็งกระแทกจนกะโหลกแก้มหักร้าว เลือดที่แห้งคาปากชวนให้คิดว่าพวกเธอคงสำลักเลือดหรือไม่ก็ความเจ็บปวดสุดทรมาน"

"ผมเห็นทรวงอกเธอมีร่องรอยบาดแผลถูกของมีคมบาดจนเต้านมขาดกระจุย และมีแผลตัดลึกถึงซี่โครง ต่ำลงไปที่ช่องท้องของพวกเธอนั้นแทบทุกคนต่างก็ถูกของมีคมแทงทะลุแล้วคว้านไปมาทำให้ ตับ ไส้ พุง และพวงไส้ของพวกเธอหลุดจากร่างอย่างน่าสยดสยอง ส่วนที่ท้องน้อยนั้นมีรอยแผลจากดาบปลายปืนกระหน่ำแทงไปทั่ว"

"ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1938 นั้น ครอบครัวใหญ่ที่มีสมาชิกจำนวน 14 คนถูกสังหารโหดโดยน้ำมือทหารญี่ปุ่น โดยเฉพาะบุตรสาวคนเล็กวัย 14 นี้ถูกลบหลู่และสังหารให้ได้อย่างทารุณมากที่สุด"

"เด็กคนนั้นถูกทิ้งบนโต๊ะสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่นำมาต่อกัน สภาพร่างกายท่อนนั้นมีเสื้อสวมติดอยู่ แต่ท่อนร่างนั้นเปลือยเปล่า โดยที่เลือดเธอยังไหลนองท่วมโต๊ะนั้น และปริมาณเลือดมากมายนั้นหลั่งไหลออกมาจากช่องท้องและอวัยวะเพศที่ถูกดาบปลายปืนแทงเป็นสองครั้งด้วยกัน"

"ส่วนพี่สาวของเธอถูกสังหารตายคาเตียงโดยไม่มีสภาพแตกต่างกับน้องสาวเท่าใดนักส่วนมารดาเธอหรือ? เธอถูกสังหารตายคาโต๊ะขนาดใหญ่ตัวหนึ่งโดยกอดทารกวัยขวบในอ้อมอกของเธอ ทารกน้อยนั้นถูกฟันคอขาดกระจุยด้วยใบมีดคมกริบ และช่องท้องของเด็กน้อยนั้นมีบรรดาพวกไส้และอวัยวะภายในทั้งจุกทะลักออกมานอกช่องท้องอย่างน่าเวทนา"

หนึ่งผู้เห็นเหตุการณ์เหล่านั้น เขาได้บันทึกเหตุการณ์โหดเป็นฉากๆ เอาไว้เลยว่า

"14 ธันวาคม 1937 ตอนเที่ยง เห็นทหารญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งเข้าไปในบ้านหลังหนึ่งที่ถนนเจียนยิน พวกนั้นลักพาตัวสาวๆ ในบ้านออกมา 4 คน จากนั้นมันก็ลงมือข่มขื่นมาราธอน 2 ชั่วโมงเต็มๆ "

"15 ธันวาคม 1937 ตอนกลางคืน ทหารญี่ปุ่นกลุ่มใหญ่พากันกรูไปในหอพักหญิงของมหาวิทยาลัย จากนั้นก็ข่มขื่นสาวๆ ราว 30 คนด้วยกัน โดยเด็กสาวที่หน้าตาดีบางคนถูกรุมข่มขืนโดยทหารญี่ปุ่น 6 คนรวด"

"16 ธันวาคม 1937 กลุ่มทหารญี่ปุ่นกลุ่มหนึ่งบุกฉุดสาวๆ อายุตั้งแต่ 16-21 ปีไปจากมหาวิทยาลัย และย่ำยีทางเพศ ภายหลังมีสาวๆ 5 คนในกลุ่มถูกปล่อยออกมา พวกเธอบอกว่าถูกพวกมันขมขื่นต่อเนื่องวันล่ะ 6 ครั้ง ส่วน 2 คนที่เหลือไม่รู้ซะตากรรม"

"ในบ้านหลังหนึ่งซึ่งติดกับกำแพงเมืองที่ ด่านซินหยางนั้น ปรากฏว่ามีหญิงชราในวัย 60 มีสภาพศพขึ้นอืด และมีร่องรอยการข่มขืนอย่างทารุณ"

"อีกจุดหนึ่งของถนนยางพี นั้นก็มีศพเด็กผู้หญิงอายุ 12 ขวบ นอนตาย กางเกงในของเธอถูกดึงฉีกขาด ลูกตาทั้งสองข้างเธอปิดสนิทในขณะที่ปากอ้ากว้างคล้ายกับร้องขอเมตตา"

"เหยื่อการขมขื่น ยังมีพวกแม่ชีหรือแม้แต่อาจารย์ระดับศาสตรจารย์ ครูสอนหนังสือล้วนตกเป็นเหยื่อของทหารญี่ปุ่นไม่มีข้อยกเว้น"

ฯลฯ อีกมากมาย

ทำไมข่มขื่นแล้วต้องฆ่าด้วย นั้นก็เพราะเขาถือคติว่า "สังหารหลังข่มขื่นเพื่อปิดปากมัน"

นี้คือข้ออ้างของบรรดาทหารญี่ปุ่นที่ถือปฏิบัติกันทั่วหน้า สตรีนานกิงจึงต้องรับเคราะห์ไปอย่างช่วยไม่ได้

และเป็นที่น่าสังเกตว่าเหตุการณ์การข่มขืนนี้ไม่มีการห้ามปรามจากผู้บังคัญบัญชาระดับสูงแต่อย่างใด เสมือนว่าพวกเขาสนับสนุนกับการทำกระทำแบบสัตว์นรกโดยซ้ำ

นี้เป็นการสนับสนุนของผู้บัญชาการทหารญี่ปุ่นเองน่ะเนี้ย เป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้บรรดาทหารญี่ปุ่นที่นานกิงโดยเฉพาะ(แค่นี้ยังไม่พอหรือพี่)

การเล่นน่ะทำเป็นระบบเลยล่ะ มีการจัดทำ เรียบเรียง จำนวนเหยื่อที่สังหาร และทำออกเป็นรายงานเพื่อประเมินว่าใครจะเป็น "เดอะ วินเนอร์"ในการสังหารเหยื่อชาวนานกิงด้วย

การแข่งขันก็มีหลายสนาม แต่จุดที่เป็นอัปยศมากที่สุดคือสนามแข่งขันที่ ภูเขาซิจิน ถือว่าเป็นจุดที่ประณามจากทั่วโลกมากที่สุด

รายงานอัปยศระบุว่า ร้อยโทมูไก (คนซ้าย)และร้อยโทโนเดะ(คนขวา) ต่างทำสถิตสังหารชาวจีนในระดับ 105 และ 106 ศพตามลำดับ ทั้งสองสามารถทุบสถิติเก่าที่สนามแข่งขันอื่นที่ทำสถิต 89 และ 78 สำเร็จอย่างงดงาม (อัปยศ)

และยังมีสถิติอัปยศอีกน่ะ ร้อยโททานะกะ *ฮานาก้า*นิกิชิ เป็นผู้ทำลายสถิตสังหารเหยื่อโดยใช้ดาบปลายปืน ไม่ใช้กระสุนปืนเลย เป็นจำนวนถึง 300 ศพ ไม่มีใครโค่นลงได้

และรายงานทั้งหมดได้รับการแพร่กระจายกลับไปที่ญี่ปุ่นราวกับพวกเขาเป็นนักกีฬาดีเด่นหรือซูเปอร์ฮีโร่กระนั้น

บทสรุปคดีที่นานกิง

เรื่องราวนี้เป็นเรื่องจริงในช่วงญี่ปุ่นบุกขยี้นานกิงในปี 1937 เป็นต้นมา ก่อนที่กองทัพญี่ปุ่นจะโดนขับไล่ออกจากนานกิง

แต่สิ่งหลงเหลือเอาไว้คือผลงานที่โหดร้ายที่ทหารญี่ปุ่นทำไว้กับชาวนานกิง

มันเป็นรอยด่างที่ทำให้โลกเห็นญี่ปุ่นเป็นชาติที่โหดร้ายของโลก

ญี่ปุ่นเองก็รับรู้ความเกลียดชังของชาวโลกนี้เป็นอย่างดี แต่ไม่เต็มใจนักที่จะรับผิดชอบหรือออกมายอมรับเต็มตัว

ส่วนทางการจีนก็อยากปิดเรื่องนี้เหมือนกัน เพราะมันอาจเกิดความวุ่นวายในประเทศที่ปกครองโดยคอมมิวนิสต์ แต่พวกประชาชนยังไม่ลืมความโกรธแค้นที่มีเหตุการณ์ในครั้งนั้น ต่างรอเวลาที่จะล้างแค้นในสิ่งที่พวกมันทำกับพวกเขา

ในขณะเดียวกัน บรรดานักวิชาการทั้งหลายก็พยายามระดมสรรพกำลัง ความรู้ในการที่จะป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องทำนองนี้ขึ้นอีก

แต่มีคำถามที่ว่า การสังหารโหดที่นานกิงนั้นจะใช้เวลานานเท่าใดที่จะลบเลือนจากใจมนุษย์ได้

เพราะล่าสุดญี่ปุ่นประกาศว่าจะล้มเลิกกำลังป้องกันประเทศหันมาใช้ระบบกองทัพ หลังจากอเมริกาออกกฎไม่ให้ญี่ปุ่นมีกองทัพเป็นของตัวเอง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น